Translate

17 พ.ย. 2556

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูล



          เป็นลักษณะอาคารตึก 2 ชั้น การก่อสร้างเป็นศิลปะที่ผสานกันอย่างสวยงาม คืออาคารตัวตึกเป็นแบบตะวันตก ประตูหน้าต่างรูปโค้งสถาปัตยกรรมโรมันหลังคาแบบช่องลมด้านบนตกแต่งรูปดาวซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบมุสลิมภายในมีห้องจัดแสดงโบราณวัตถุและห้องจัดนิทรรศการ ให้ความรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรมประเพณี

           พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสตูล (คฤหาสน์กูเด็น) ตั้งอยู่ที่ถนนสตูลธานี ซอย 5 เขตเทศบาลเมืองสตูลอยู่ตรงข้ามกับสำนักงานที่ดินจังหวัดสตูล  เป็นอาคารเก่าแก่สร้างขึ้นสมัยพระยาภูวนารถภักดีเป็นผู้ว่าราชการเมือง  ตัวอาคารมีอายุ 100 ปีเศษ  นับเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดสตูลกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2532 ได้เริ่มบูรณะตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 เป็นต้นมา  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯสยามบรมราชกุมารีได้เสด็จมาทรงเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9มิถุนายน 2543 พิพิธภัณฑ์เปิดให้ประชาชนเข้าชมในวันพุธถึงวันอาทิตย์  ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์หยุดในวันจันทร์และอังคาร




น้ำตกวังสายทอง



        น้ำตกวังสายทองตั้งอยู่ในหมู่ที่ 10ตำบลน้ำผุด  อำเภอเมืองละงู  ห่างจากเขตเทศบาลตำบลกำแพง 28 กิโลเมตร  สถานที่สำคัญที่ตั้งอยู่ใกล้น้ำตกวังสายทอง  คือโรงเรียนบ้านวังสายทอง  ซึ่งเปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา  น้ำตกตั้งอยู่ริมถนนสายทุ่งนางแก้ว-วังสายทอง  ถนนลาดยางตลอด  สามารถเดินทางไปเที่ยวได้ตลอดปี

        ต้นน้ำของน้ำตกวังสายทองเกิดจากคลองวังน้อยสายน้ำเกิดจากการทะลักของน้ำในถ้ำใต้ภูเขา  ไหลออกมาตามช่องเขาลงสู่แอ่งน้ำต่างๆ ที่รองรับด้านล่างลักษณะเป็นชั้นๆ จุดเด่นของน้ำตกคือมีพื้นดินเป็นหินปนทรายบริเวณก้อนหินจะไม่เกิดตะไคร่น้ำจับสามารถเดินข้ามไปมาได้สะดวก ไม่เกิดอุบัติเหตุ
         ความงามของน้ำตกวังสายทองจึงอยู่ที่แอ่งน้ำแต่ละชั้นลดหลั่นกันลงมาจากชั้นบนสุดถึงต่ำสุดคล้ายดอกบัวคือส่วนบนจะแคบ  ส่วนข้างล่างจะกว้างออก แต่ละชั้นเดินข้ามไปมาได้ง่าย  มีต้นมาขึ้นแซมสลับใช้จับเกาะได้  รอบๆน้ำตกมีตกไม้ใหญ่น้อย  ช่วยให้บรรยากาศร่มรื่น  เหมาะที่จะไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจเป็นอย่างดี
        ผู้ที่ไปเที่ยวน้ำตกวังสายทอง  ปะเหมาะโชคดีอาจได้พบกับคนพื้นเมืองคือ “เงาะป่า” หรือพวกนิกริโตซึ่งย้ายถิ่นไปมาอาจจะออกมาพบปะผู้คนในท้องที่ ได้พบเห็นชาวเงาะป่าซึ่งวีถีชีวิตแตกต่างจากคนทั่วไป  ยังดำรงชีวิตแบบย้อนยุค  เป็นคนป่าคนดง  ยังมีให้พบเห็นได้แถบป่าเขาตอนเหนือของอำเภอละงู


ถ้ำเจ็ดคต




          ถ้ำเจ็ดคตหรือ “ถ้ำสัตคูหา” ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 10ตำบลน้ำผุดอำเภอละงูด้านทิศเหนือของน้ำตกวังสายทองห่างไปราว 2 กิโลเมตร ระยะห่างจากเขตเทศบาลตำบลกำแพง 38 กิโลเมตร เส้นทางไปมาสะดวก ลาดยางถึงบริเวณถ้ำ  จึงเดินทางไปท่องเที่ยวได้ตลอดปี ถ้ำเจ็ดคตมีความกว้าง 70-80 เมตร ยาวประมาณ 600 เมตร แบ่งออกเป็น 7  ช่วงหรือคูหา บางช่วงมีความสูงของเพดานถ้ำ 100-200 เมตร มีลำคลองไหลผ่านในถ้ำ คือ คลองมะนัง ต้นน้ำเกิดจากถ้ำโตนอยู่ทางเหนือของถ้ำป่าพน  อำเภอมะนัง คลองมะนังไหลออกปากถ้ำไปบรรจบกับคลองละงู  ซึ่งมีต้นน้ำเกิดจากภูเขาในจังหวัดตรัง
          ภายในถ้ำซึ่งแบ่งเป็น 7 ช่วง มีบรรยากาศแตกต่างกันลำคลองไหลไปตามความคดเคี้ยวของตัวถ้ำ สายน้ำจึงมีความตื้นลึกไม่เท่ากัน ในช่วงหน้าแล้ง  น้ำลึกแค่ท่วมข้อเท้า  เดินลุยไปได้อย่างสบาย  บางตอนอาจลึกเกิน 5 เมตร ช่วงหน้าฝน น้ำหลาก จะเดินทางเข้าไปได้ค่อนข้างยาก นักท่องเที่ยวต้องเดินลัดเลาะไปตามริมผนังถ้ำ เดินลุยน้ำ บางตอนเป็นหาดทรายผสมกรวดบ้าง บางคูหามีพื้นที่เป็นโคลนเลน ต้องระมัดระวังในการเดินเป็นพิเศษควรมีไฟฉายติดตัวไปด้วย
          บรรยากาศในถ้ำเงียบสงัด  แทรกด้วยเสียงน้ำไหลสลับกับเสียงลุยน้ำและเสียงสนทนาจากผู้มาเยือนเป็นระยะ ๆ  สิ่งที่เรียกเสียงอุทานด้วยความพึงพอใจจากนักท่องเที่ยวทั่วหน้าก็คือ ดวงตาวาววับล้อแสงไฟที่ส่องไปกระทบของกลุ่มค้างคาวที่เกาะตัวอยู่บนเพดานถ้ำ ดูราวกับกลุ่มดาวเคราะห์บนฟากฟ้าอันไกลโพ้น  มีหินงอกหินย้อยอยู่ทั่วไปก่อเกิดจินตนาการที่กว้างไกลแก่ผู้พบเห็น  เมื่อเดินทางถึงคดสุดท้ายหรือคดที่เจ็ด  มีลำแสงส่องจากปากถ้ำ  เหมือนแสงแห่งชัยชนะมอบให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางถึงคูหาสุดท้ายใช้เวลาในการลัดเลาะไปตามผนังถ้ำลุยน้ำ  ชมธรรมชาติประมาณ 30 นาที
          ถ้ำเจ็ดคตมีลักษณะพิเศษ แตกต่างจากถ้ำอื่น ๆ มีลำคลองลอดถ้ำ คดเคี้ยวไปตามลักษณะธรรมชาติของตัวถ้ำมีถึง 7 คูหา เป็นที่มาของชื่อถ้ำแห่งนี้  มีผู้ตั้งชื่อใหม่ว่า ถ้ำสัตคูหาพร้อมตั้งชื่อของแต่ละคูหา ดังนี้
คูหาที่ 1  เรียกว่า สาวยิ้ม”  ผนังถ้ำมีสีเขียวมรกตมีหินงอกหินย้อยอยู่หน้าถ้ำ

คูหาที่ 2 เรียกว่า  “นางคอย”  มีหินงอก  หินย้อย  สวยงาม และฝูงค้างคาวจำนวนมาก
คูหาที่ 3 เรียกว่า  “เพชรร่วง”  ส่วนบนของผนังถ้ำมีช่อง  ให้แสงอาทิตย์ส่องลอดลงมาได้  เมื่อแสงอาทิตย์กระทบกับผนังถ้ำจึงเกิดประกายแวววาวเหมือนเพชร
คูหาที่ 4  เรียกว่า เจดีย์สามยอด”  พื้นทางเดินเป็นหิน  ลักษณะคล้ายดอกกุหลาบ
คูหาที่ 5  เรียกว่า น้ำทิพย์”  ตามผนังถ้ำเป็นหินย้อยสีขาว และน้ำตาล  เป็นหลืบซ้อนกันมองดูคล้ายผ้าม่าน
คูหาที่ 6  เรียกว่า ฉัตรทอง”  มีหินงอกหินย้อยซ้อนเหลื่อมกันเป็นชั้นเสมือนฉัตร
คูหาที่ 7  เรียกว่า ส่องนภา”  ภายในมีหินงอก  หินย้อย  รูปทรงคล้ายดอกบัวคว่ำ

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา



            ประกอบด้วยพื้นที่ชายฝั่งทะเลและเกาะน้อยใหญ่กว่า 22 เกาะ เช่นเกาะลิดี  เกาะเขาใหญ่ เกาะเภตรา และเกาะเหลาเหลียง อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เป็นต้นบริเวณที่ทำการอุทยานตั้งอยู่ที่เวิ้งอ่าวธรรมชาติที่น่าท่องเที่ยวของอ่าวนุ่นมีบ้านพัก อาคารเอนกประสงค์ และมีสะพานไม้เลียบเชิงเขาที่ยื่นอยู่ในทะเลเพื่อชมธรรมชาติและความงามของทะเล

          อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา  เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 49  ของประเทศจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่  27 ธันวาคม 2527 มีพื้นที่ครอบคลุม 2 จังหวัด คือ จังหวัดตรังกับสตูล ได้แก่ ตำบลเกาะสุกร อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรังและตำบลขอนคลาน อำเภอทุ่งหว้า ตำบลแหลมสน  ตำบลปากน้ำ  อำเภอละงู  รวมพื้นที่ทั้งบนบกและในทะเล  เฉพาะพื้นที่ในจังหวัดสตูล มีจำนวน 187,656.25  ไร่  เป็นพื้นที่ทะเล  172,426.50  ไร่  พื้นที่บก  15,193.75  

อุทยานแห่งชาติทะเลบัน



ผืนป่าพรหมจารีแห่งเมืองสตูล  
           อุทยานแห่งชาติทะเลบันตั้งอยู่ในหมู่ที่  4 ตำบลวังประจัน  อำเภอควนโดน  และพื้นที่ครอบคลุมถึงหมู่ 3  ที่ ตำบลปูยูอำเภอเมืองสตูลจึงมีพื้นที่ส่วนที่เป็นภูเขากับส่วนที่เป็นป่าชายเลน  ครอบคลุมสองอำเภอที่ทำการอุทยานตั้งอยู่ที่ทะเลบันตำบลวังประจันส่วนที่อำเภอเมืองสตูลมีเฉพาะหน่วยพิทักษ์อุทยานตั้งอยู่ที่ท่าเทียบเรือตำมะลังอุทยานแห่งชาติทะเลบันได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นอุทยาน  เมื่อวันที่ 27ตุลาคม 2523 จัดเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 20ของประเทศไทย
          อุทยานแห่งชาติทะเลบันห่างจากตัวจังหวัดราว 40 กิโลเมตรตามเส้นทางสายควนสตอ - วังประจัน  จึงเดินทางไปมาค่อนข้างสะดวกไปท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล  นอกจากนั้น  อุทยานแห่งนี้มีเขตแดนติดต่อกับรัฐปะลิส  ประเทศมาเลเซีย  มีตลาดนัดชายแดนของสองประเทศให้ผู้คนไปมาติดต่อซื้อขายสินค้ากันได้โดยสะดวก
            อุทยานแห่งชาติทะเลบันมีเนื้อที่ 196 ตารางกิโลเมตรหรือ 122,500.00 ไร่ เฉพาะพื้นที่ในทะเลในตำบลปูยู มีเพียง 500 ไร่  พื้นที่ของอุทยานทับซ้อนกับป่าสงวนแห่งชาติ   ป่าได้แก่ป่าสงวนแห่งชาติเขากาหมิงป่าสงวนแห่งชาติกุบังและป่าปุโลตและป่าควนบ่อน้ำ  พื้นที่ส่วนใหญ่จึงเป็นภูเขาสลับซับซ้อนด้านทิศตะวันออกมีเขาจีนซึ่งมียอดเขาสูงที่สุดของจังหวัดสตูล ส่วนด้านตะวันตกมีเขามดแดงและเขาวังประด้านทิศใต้มีแนวทิวเขาสันกาลาคีรีเป็นพรมแดนของสองประเทศ
            สภาพป่าทั่วไปเป็นป่าดงดิบและป่าเบญจพรรณ ไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจ  ได้แก่  หลุมพอ  ตะเคียนหิน  ตะเคียนทราย  เคี่ยม  อินทนิลน้ำ  พะยอม  ยางยูง  สยา  ฯลฯและพรรณไม้ประเภทอื่น    เนื่องจากป่ามีต้นน้ำ  แหล่งน้ำที่มีสภาพสมบูรณ์จึงมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่หลายชนิด  เช่น  เลียงผา  สมเสร็จ  หมูป่า  กระจง  ลิง  ค่าง  เม่น  ไก่ป่า และนกชนิดต่าง ๆ มีกบชนิดหนึ่งเรียกว่า  “ กบว้าก ”  หรือชาวบ้านนิยมเรียกว่า  “ หมาน้ำ”  อาศัยอยู่ในบึงเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของอุทยาน  ดังนั้น  อุทยานแห่งชาติทะเลบันมีธรรมชาติที่ค่อนข้างหลากหลาย  นอกจากป่าไม้แล้วก็มี  น้ำตก  ถ้ำทุ่งหญ้า  และที่ขึ้นชื่อเป็นที่รู้จักกันค่อนข้างแพร่หลาย  จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของอุทยานแห่งนี้คือ  “บึงทะเลบัน





7 พ.ย. 2556

หมู่เกาะอาดัง-ราวี




           หมู่เกาะอาดัง-ราวี เป็นเกาะกลุ่มสุดท้ายของอุทยานแห่งชาติตะรุเตา และเป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ จึงมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เรือนแถวรับรอง ลานกางเต็นท์ และร้านอาหารที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอุทยานฯ และยังมีชายหาดที่สวยงาม มีป่าไม้ที่สมบูรณ์ มีนกป่านานาชนิด รวมทั้งยังมีปะการังน้ำตื้นซึ่งเหมาะสำหรับการดำน้ำแบบสน๊อกเกิ้ล



เกาะหลีเป๊ะ



          หลีเป๊ะเพี้ยนมาจากคำภาษามลายู นิปิสแปลว่า บาง”  เป็นชื่อเกาะเล็ก ๆ อยู่ห่างจากเกาะอาดังไปทางทิศใต้ราว 1 กิโลเมตร  มีขนาดเล็กกว่าเกาะอาดังประมาณหนึ่งเท่า  แต่เป็นเกาะที่มีความสำคัญ    เนื่องจากลักษณะของเกาะเป็นที่ราบทั่วไป  ส่วนที่เป็นภูเขามีเพียงเล็กน้อย  เกาะนี้จึงมีผู้คนอาศัยกว่าหนึ่งพันคนเป็นชาวเกาะหรือชาวพื้นเมืองเดิมรู้จักกันในชื่อชาวเลหรือ ชาวน้ำ”  เกาะหลีเป๊ะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของอุทยานแห่งชาติตะรุเตา นักท่องเที่ยวได้ไปสัมผัสชีวิตที่เรียบง่ายของชาวเล  ดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมประเพณีของพวกเขา  พวกชาวเลใช้ภาษาตระกูลออสโตรเนเชียน  บางคำก็ยืมมาจากภาษามลายู  เนื่องจากนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาตินิยมไปท่องเที่ยวกันมากในแต่ละปี  ทำให้วิถีชีวิตของชาวเลแตกต่างไปจากเดิม
          จุดเด่นของเกาะหลีเป๊ะ  คือ  มีหาดทรายขาวสะอาด  ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออก  ซึ่งเป็นที่ตั้งหมู่บ้านชาวเล  ย่านชุมชนใหญ่ของเกาะ  ด้านทิศตะวันตกมีหาดทรายยาวชื่อเรียกเป็นภาษามลายูว่า หาดปะไตดายา”  หรือหาดลมตะวันตก”  นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกเรียกเพี้ยนเป็น พัทยา”   จนติดปากผู้คนไปแล้วเอกชนปลูกสร้างรีสอร์ทไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว  บริเวณหาดด้านตะวันออกและด้านตะวันตกของเกาะหลีเป๊ะ กิจการท่องเที่ยวจึงเฟื่องฟูมากทุกวันนี้
          เกะหลีเป๊ะมีความสวยงามตามธรรมชาติไม่แพ้เกาะอาดัง  รอบ ๆ เกาะอุดมสมบูรณ์ด้วยปะการังหลากสีสัน  นักท่องเที่ยวชอบนำชุดประดาน้ำ  เพื่อดำลงไปชมความงามของปะการังใต้น้ำ  นอกจากนั้น  เกาะหลีเป๊ะมีจุดเด่นตรงที่ยามน้ำลด  จะปรากฏส่วนกว้างใหญ่ของปะการังโผล่ขึ้นมาให้เห็น สามารถลงไปสัมผัสกับปะการังนั้นโดยตรง  ช่วยให้บรรยากาศการท่องเที่ยวน่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง